METASERUM

เรามีทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นคว้าและวิจัยให้เมทาเซรั่มมีประสิทธิภาพ

และประสิทธิผลมากที่สุด อีกทั้งยังคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้เป็นสำคัญ


สารสกัดนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมดและนำมาจากธรรมชาติ 100% 

โรงงานผลิตได้มาตรฐานระดับโลก ผ่านการรับรองจากสถาบัน ที่ได้รับการยอมรับ ทั้งในและต่างประเทศ 

 

สารสกัดหลักในเมทาเซรั่ม

Plankton สายพันธุ์ Artemia Salina 

ช่วยซ่อมแซม บำรุง และฟื้นฟูเซลล์ผิว ปกป้อง ผิวจากมลภาวะ ทำให้ผิวนุ่ม เรียบเนียน อ่อนวัย
สารสกัดจากแพลงตอน สายพันธุ์ Artemia Salina ที่มีสาร Diguanoside tetraphosphate (GP4G) ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 145mg/Kg  ซึ่งเหมาะกับการใช้เป็นส่วนผสมทำหน้าที่ anti-pollution หรือปกป้องผิวจากสภาวะแวดล้อมต่างๆได้เป็นอย่างดี จุดเด่นของแพลงตอน สายพันธุ์ Artemia Salina คือ สามารถทนสภาวะแวดล้อมต่างๆได้ดี โดย แพลงตอนชนิดนี้ จะสะสมสาร GP4G ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน ทำหน้าที่ปกป้อง DNA จากการถูกทำลาย
 
พลังการฟื้นฟูสภาพผิว คืนพลังให้กับเซลล์ด้วยสารสกัดจากแพลงตอน อาร์ทีเมีย ซารีน่า (Artemia Salina) ที่อุดมด้วยสาร Diguanoisine tetraphosphate หรือ GP4G ที่สามารถเปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน  ATP ให้กับเซลล์ได้  ทำให้เซลล์มีพลังและมีชีวิตชีวา พร้อมที่ซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์และผิวหนัง ทั้งนี้จากการค้นพบนวัตกรรมในการดูแลผิวของ GP4P นี้  ทำให้ได้รับรางวัล  Oscar ของนิตยสาร Cosmetique ปี 2000 ซึ่งเป็นการรับรองได้ว่าสารนี้มีคุณสมบัติที่โดดเด่น  และมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับในวงการเครื่องสำอางที่สำคัญอีกด้วย
 
 
 
โดยธรรมชาติแพลงก์ตอน อาร์ทีเมีย ซารีน่า จะอยู่ในทะเล  แต่เมื่อพบว่าสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต เช่น มีความเข้มข้นของเกลือในทะเลสูงมาก หรือในภาวะขาดน้ำ  แพลงก์ตอนอาร์ทีเมีย ซารีน่า จะปรับตัวเข้าสู่สภาวะจำศีล  โดยสร้างเกราะห่อหุ้มต้วเอง (Encapsulate)  และเก็บพลังงานสะสมไว้ใช้ในรูปของ GP4G ทำให้แพลงตอนสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี  แต่เมื่อสภาพแวดล้อมดีขึ้นเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต  แพลงก์ตอนอาร์ทีเมีย ซารีน่า ก็จะดูดน้ำเข้าสู่เซลล์และฟื้นฟูสภาพตัวเองโดยเปลี่ยนพลังานในรูป GP4G เป็น ATP กลับมามีชีวิตเหมือนเดิม
 

รูปภาพแสดงวงจรชีวิตของ Artemia Salina
 
จากการวิจัยในหลอดทดลองพบว่า สารสกัด GP4G ที่ได้จากแพลงตอน อาร์ทีเมีย ซารีน่านั้นมีคุณสมบัติกระตุ้นเมตาบอริซึมของเซลล์ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพสัญญาณ cAMP ภายในเซลล์ ทำให้เซลล์มีการตอบสนองที่ดีขึ้นต่อสิ่งเร้าจากภายนอก

รูปภาพแสดงการตอบสนองของเซลล์ผ่าน cAMP ในเซลล์ที่เพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อได้รับ GP4G
 
และยังช่วยปกป้องดีเอ็นเอของเซลล์จากการทำร้ายของรังสี UVB  ซึ่งจากการทดลองในห้องแลปพบว่าการให้สารสกัด GP4G กับเซลล์ก่อนหรือหลังการฉายรังสี UVB มีส่วนลดความเสียหายของดีเอ็นเอที่เกิดจากรังสีถึง 80% และยังสามารถลดการเกิดอนุมูลอิสระที่เกิดจากไมโตคอนเดรียที่เสียหายจากรังสี UVB ได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

รูปแสดงความเสียหายดีเอ็นเอของเซลล์ที่ลดลงเมื่อได้รับสารสกัด GP4G ก่อนหรือหลังการฉายรังสี UVB แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการปกป้องดีเอ็นเอของเซลล์

รูปแสดงความเสียหายของเซลล์ที่ลดลงจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากไมโตคอนเดรียที่เสียหายจากการเหนี่ยวนำของรังสี UVB เมื่อใช้ GP4G ที่ 1%

นอกจากนี้ยังพบว่า GP4G สามารถปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระที่เกิดจากการเหนี่ยวนำให้โตคอนเดรียเสียหายด้วยรังสีความร้อนอินฟราเรดได้ถึง 75% เลยทีเดียวเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

รูปแสดงความเสียหายของเซลล์ที่ลดลงจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากไมโตคอนเดรียที่เสียหายจากการเหนี่ยวนำของรังสี อินฟราเรด เมื่อใช้ GP4G ที่ 1%
 
นั่นแสดงให้เห็นว่า GP4G ที่ได้จากสารสกัดแพลงตอนอาร์ทีเมีย ซารีน่า นั้นมีคุณสมบัติปกป้องเซลล์จากการทำร้ายดีเอ็นเอและไมโตคอนเดรียได้ทั้งจากรังสี UVB และอินฟราเรด

สารสกัด GP4G ช่วยกระตุ้นการสร้าง  heat shock protein (HSP) และ cold inducible RNA binding protein มีผลปกป้องความเสียหายของเซลล์และไมโตคอนเดรีย จากการทำร้ายของสภาวะแวดล้อมที่ร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไป

รูปแสดงการเหนี่ยวนำการเพิ่มการสร้าง heat shock protein ของ GP4G

รูปแสดงการทดลองบนผิวหนังมนุษย์ด้วย GP4G 1% สามารถเหนี่ยวนำให้มีการสร้าง HSP เพิ่มขึ้นได้มากถึง 54%

รูปแสดงการปกป้องของ 3% GP4G ต่อผิวหนังจากความเสียหายของความร้อนที่ 47 องศาเซลเซียส ทำให้เซลล์ยังคงสภาพแข็งแรง

รูปแสดงการปกป้องของ GP4G ช่วยลดความเสียหายของเซลล์ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับความเย็น 4 องศาเซลเซียส

รูปแสดงการปกป้องการแตกสลายของไมโตคอนเดรียของเซลล์จากความเสียหายที่เกิดความเย็นที่ 4 องศาเซลเซียส

การวิจัยในเซลล์ผิวพบว่า GP4G สามารถเพิ่มโปรตีนโครงสร้างผิว  Keratin, Filaggrin, fibronectin และคอลลาเจนของผิวอีกด้วย ซึ่งจะทำให้สุขภาพผิวแข็งแรงขึ้น และช่วยลดเลือนริ้วรอยได้อีกด้วย 

 รูปแสดง การเพิ่มขึ้นของโปรตีนเซลล์ผิว Keratin และ Filaggrin เมื่อใช้ 1%GP4G

รูปแสดง การเพิ่มขึ้นของโปรตีนเซลล์ผิว fibronectin และ collagen เมื่อใช้ 1%GP4G

รูปแสดงการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนผิวชนิดที่ 1 และ 3 ให้เพิ่มขึ้นได้มากถึง 54% ด้วย GP4G
ในการวิจัยในคน อาสาสมัครชาวจีน จำนวน 39 คน อายุระหว่าง 30-65 ปี ได้รับการทาครีมที่ผสม GP4G เข้มข้น 2% เช้า เย็น เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่า สามารถช่วยลดเลือนริ้วรอยผิวหน้าให้ดูเลือนจางลง บริเวณรอบดวงตา และรอยจุดด่างดำก็จางลงอีกด้วย

รูปแสดงริ้วรอยรอบดวงตาที่ลดลงในกลุ่มที่ใช้ครีมผสม 2% GP4G เทียบกับกลุ่มควบคม

รูปกราฟแสดงเปรียบเทียบริ้วรอยที่ลดลงในกลุ่มที่ใช้ GP4G เทียบกับกลุ่มควบคุม

รูปแสดงรอยดำบนผิวที่จางลงในกลุ่มที่ทาครีมผสม 2% GP4G เทียบกับกลุ่มควบคุม

รูปกราฟแสดงรอยดำบนผิวที่ลดลงในกลุ่มที่ใช้ GP4G เทียบกับกลุ่มควบคุม


 Cyclic AMP (cAMP) มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ metabolism ของ cell โดยการทดลองระดับ in vitro พบว่า  Plankton  สามารถช่วยเพิ่มระดับของ cAMP  ได้สูงขึ้นถึง 40%

 

 

จากการทดลอง in-vitro กับ human fibroblast ด้วยเทคนิค immunoblotting พบว่า Plankton  สามารถช่วยเพิ่ม ระดับของ Collagen Type I ที่ 54% 

จากการทดลอง in-vitro กับ human fibroblast ด้วยเทคนิค immunoblotting พบว่า Plankton  สามารถช่วยเพิ่ม ระดับของ dermal collagen และ fibronectin ใน fibroblasts ที่ 27% (สารเคลือบเซลล์)

จากการทดลองระดับ ex-vivo บนผิวมนุษย์ โดยการวัดค่า Keratin ด้วยเทคนิค Pankeratin immunofluorescence staining พบว่า Plankton  สามารถช่วยเพิ่ม ระดับของ Keratin ใน Keratinocytes ได้อย่างมีนัยสำคัญ

(Keratin) คือ เส้นใยผิวหนังชนิดหนึ่งที่อยู่ที่บริเวณหนังกำพร้าของคนเรา

จากการทดลองระดับ ex-vivo บนผิวมนุษย์ ภายใต้สภาวะ no-stress (ไม่มีแรงกดดันใดๆจากภายนอก) โดยวัดค่า HSP70 ด้วยเทคนิค immunofluorescence staining พบว่า Plankton สามารถช่วยเพิ่ม ระดับของ HSP70 ได้อย่างมีนัยสำคัญ

(HSP70) คือ โปรตีนของเซลล์ผิว

ผลลัพธ์ที่ได้
GP4G ช่วยกระบวนการซ่อมแซมดีเอ็นเอของเซลล์ ลดความเสียหายของดีเอ็นเอลงได้ถึง 45%
GP4G ลดการเกิดอนุมูลอิสระจากไมโตคอนเดรียที่เสียหายจากรังสี UVB และ อินฟราเรด
GP4G เพิ่มการสร้างโปรตีน HSP และ CIBP เพือ่ช่วยปกป้องโปรตีนจากอันตรายของความร้อนและความเย็นที่มีต่อผลเซลล์และไมโตคอนเดรีย
GP4G กระตุ้นการสื่อสารภายในเซลล์ผ่าน cAMP ถึง 40% ทำให้เซลล์ตอบสนองและทำงานได้ดีขึ้น
GP4P กระตุ้นการสร้างโปรตีนผิว และคอลลาเจนเพื่อทำให้ผิวแข็งแรง และช่วยลดเลือนริ้วรอย
GP4Gช่วยลดเลือนจุดด่างดำบนใบหน้าให้จางลง

 

Scutellaria Baicalensis Root Extract

(สารสกัด รากสคิวลาเลีย ไบคาเลนซิส)

 

สารสกัด รากสคิวลาเลีย ไบคาเลนซิส ช่วยต่อต้านการเกิดริ้วรอยและลดอาการอักเสบของผิว

สารสกัดบริสุทธิ์จาก พืชสมุนไพร รากสคิวลาเลีย ไบคาเลนซิส Scutellaria Baicalensis โดยมีความบริสุทธิ์ของสารออกฤทธิ์คือ Baicalin ไม่ต่ำกว่า 80% ให้คุณประโยชน์ 3 ประการต่อผิว

 1.กระตุ้นการแบ่งตัวของ fibroblasts (เซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน และโครงสร้าง extracellular matrix) ของผิว ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้น การแบ่งตัวของ fibroblasts ตามกระบวนการธรรมชาติของผิว จะค่อยๆลดลง

ภาพอธิบายการลดลงของการแบ่งตัว fibroblasts ของผิว เมื่ออายุมากขึ้น

2. ช่วยเพิ่มความแน่น (firmness) ของผิว โดยพบว่าค่าUf (ความยืดหยุ่นสูงสุดของผิว) และUv (ความตึงรั้ง เมื่อถูกยืดหยุ่น) เพิ่มขึ้น 10.9%, 12.5% ตามลำดับ

3. ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น (elasticity) ของผิว โดยพบว่า ค่า Ue (การยืดหยุ่นฉับพลัน) และ Ur (การคืนรูปจากการยืดหยุ่นฉับพลัน) เพิ่มขึ้น 10.4% และ 12.4% ตามลำดับ

 Alpha-Arbutin

(สารสกัดอัลฟ่า อาร์บูติน)

อัลฟ่าอาร์บูติน Alpha-Arbutin ปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียงเหมือนสารไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) มีประสิทธิภาพดีกว่า แต่ไม่นิยมใช้แพร่หลายเนื่องจากราคาสูงกว่าสารไฮโดรควิโนนมาก โดย Alpha-Arbutin สามารถลดการสร้างเม็ดสีเมลานินที่เซลล์ผิวหนังได้ ด้วยการลดเอ็นไซม์ Tyrosinase ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนสาร Tyrosine และ Dopa ให้เป็นเมลานิน จากการวิจัย เมื่อเทียบประสิทธิภาพของ Alpha-Arbutin กับสาร whitening ชนิดอื่น พบว่า Alpha-Arbutin มีประสิทธิภาพสูงสุด

 

Alpha-Arbutin มีประสิทธิภาพสูงกว่า Beta-Arbutin ในการปรับให้ผิวกระจ่างใส สูงถึงเกือบ 10เท่า จึงจัดเป็นสาร whitening ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน

 


Hydrolyzed Yeast Protein

(โปรตีนสกัดจากยีส สายพันธุ์พิเศษ)

Yeast Radiance™ โปรตีนสกัดจากยีส สายพันธุ์พิเศษ ที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อให้โปรตีนที่เหมาะสมกับการให้ความกระจ่างใสแก่ผิว เมื่อใช้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14วัน

 

Yeast Radiance™ ทำหน้าที่เป็น BRIGHTENER ไม่ใช่ WHITENER โดยให้ผิวที่กระจ่างใสสว่างขึ้น แต่ไม่ได้ให้ผิวที่ดูขาวซีดเหมือนสาร whitening โดยตรง บางชนิด

 

Yeast Radiance™ สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองใดๆต่อผิว ซึ่งแตกต่างจาก สาร whitening หลากหลายชนิด ที่มักจะก่อให้เกิดการระคายเคือง

 

Yeast Radiance™ ต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 14วัน จึงจะเริ่มเห็นผล โดยเห็นผลชัดเจนเมื่อครบ 28วัน


 

*ex-vivo test* ผลการทดลองใช้ Yeast Radiance™ 0.5% เทียบกับ Kojic Acid 1% ในห้องแลป พบว่า Yeast Radiance™ 0.5% ให้ความกระจ่างใสได้มากกว่า Kojic Acid (ทดลองในห้องแลป)

*ex-vivo test* เมื่อเปรียบเทียบกับความเข้มข้นต่างๆของ Yeast Radiance™ พบว่า ที่ 1% ให้ความกระจ่างใสได้มากกว่า Yeast Radiance™ 0.5% และมากกว่า Kojic Acid 1%


 *Clinical Test* การทดลองจริงกับผู้ใช้ จำนวน 20คน (Asian) พบว่า การใช้ที่ระยะเวลา 14,28,42วัน ให้ผลของความกระจ่างใสได้มากขึ้นเรื่อยๆจนถึง 42วัน (ค่าที่แสดงเป็นค่าเฉลี่ยจากผู้ใช้ทั้งหมด 20คน)



นอกจากสารสกัดหลักที่กล่าวมาในข้างต้น

ยังมีสารสกัดอื่นๆ อีกมากมายในเมทาเซรั่มของเรา

Powered by MakeWebEasy.com